ประวัติความเป็นมา

นับตั้งแต่เริ่มตั้งกรมศุลกากรมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๒๗ การเก็บภาษีอากรแก่ของเข้าออกราชอาณาจักรนั้นใช้บังคับเฉพาะที่กรุงเทพก่อน ส่วนการศุลกากรหัวเมืองแต่เดิมก็ใช้วิธีให้เจ้าภาษีเอกชนประมูลและผูกขาดการจัดเก็บ การเก็บภาษีแบบนี้ทำให้เกิดการขูดรีดจากเจ้าภาษีบางราย เพราะเมื่อได้ประมูลผูกขาดจากรัฐแล้วย่อมจะต้องพยายามเก็บภาษีให้ได้มากที่สุด ภายหลังจึงมีการเปลี่ยนแปลงไปให้เจ้าหน้าที่รัฐจัดเก็บเอง โดยให้กรมสรรพากรนอก กระทรวงมหาดไทย เป็นผู้จัดเก็บ[1] ที่เรียกว่า “ด่านภาษี” (ต่อมากรมสรรพากรนอกมารวมกับกรมสรรพากรใน ตั้งเป็น “กรมสรรพากร” สังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ เมื่อวันที่ ๒ กันยายน พ.ศ. ๒๔๕๘)[2]

เรือรบฝรั่งเศส ๓ ลำ บุกเข้ามาจอดอยู่หน้าสถานทูตฝรั่งเศสติดกับศุลกสถาน เมื่อปี ร.ศ. ๑๑๒ พ.ศ. ๒๔๓๖[3]

ครั้ง “วิกฤตการณ์ ร.ศ. ๑๑๒” ปี พ.ศ. ๒๔๓๖ ที่กองทัพเรือฝรั่งเศสได้นำเรือรบ ๓ ลำบุกเข้ามาจอดทอดสมออยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาหน้าสถานทูตฝรั่งเศส (ติดกับศุลกสถานที่บางรัก) และเอาปืนเรือข่มขู่ขึ้นตั้งเล็งจะยิงไปที่พระบรมมหาราชวัง จากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่บีบคั้นสยามอย่างหนักหลายประการในครั้งนั้น ทำให้พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงต้องยินยอมทำ “หนังสือสัญญากรุงสยามกับกรุงฝรั่งเศส แต่วันที่ ๓ ตุลาคม ร.ศ. ๑๑๒ ค.ศ. ๑๘๙๓ พ.ศ. ๒๔๓๖”[4] โดยในหนังสือสัญญาดังกล่าว มีข้อสำคัญระบุไว้ เช่น

ข้อ ๑ คอเวอนแมนต์สยามยอมสละเสียซึ่งข้ออ้างว่ามีกรรมสิทธิ์ทั้งสิ้นทั่วไปในดินแดน ณ ฝั่งซ้ายฟากตวันออกแม่น้ำโขง แลในบรรดาเกาะทั้งหลายในแม่น้ำนั้นด้วย

…..

ข้อ ๓ คอเวอนแมนต์สยามจะไม่ก่อสร้างด่าน ค่าย คู ฤาที่อยู่ของพลทหารในแขวงเมืองพระตะบอง แลเมืองนครเสียมราฐ แลในจังหวัด ๒๕ กิโลเมตร์ (๖๒๕ เส้น) บนฝั่งขวาฟากตะวันตกแม่น้ำโขง

…..

ข้อ ๕คอเวอนแมนต์สยามจะไม่เก็บภาษีสินค้าเข้าออกในจังหวัดที่ได้กล่าวไว้ในข้อ ๓ แล้วนั้น จนกว่าจะได้ตกลงกัน

จากข้อสัญญาดังกล่าวทำให้สยามต้องเสียดินแดนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำโขงทั้งหมด และไม่มีสิทธิจะตั้งด่านหรือเก็บภาษีอากรขาเข้าขาออกที่ริมฝั่งแม่น้ำโขงแต่อย่างใด จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. ๒๔๘๐ เราได้ทำ “ข้อตกลงพาณิชย์และศุลกากร ระหว่างสยามกับฝรั่งเศส เกี่ยวกับอินโดจีน”[5] เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๓๗ โดยในข้อ ๑ ของข้อตกลงฯ ระบุว่าให้ยกเลิกข้อ ๕ แห่งสนธิสัญญา ลงวันที่ ๓ ตุลาคม ค.ศ. ๑๘๙๓ และในข้อ ๗ ของข้อตกลงฯ ระบุให้ใช้ข้อตกลงนี้ได้เมื่อรัฐบาลทั้งสองฝ่ายได้ให้ความเห็นชอบเป็นหนังสือยินยอมพร้อมกัน หลังจากที่ได้ทำข้อตกลงพาณิชย์และศุลกากรฯ กับฝรั่งเศสนั้นแล้ว สยามก็ได้เตรียมการเพื่อจะตั้งด่านศุลกากรทางบกขึ้น ณ ชายแดนริมฝั่งแม่น้ำโขง โดยเมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๘๑ ได้ตรา “พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๗) พุทธศักราช ๒๔๘๐”[6] และ “พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๘) พุทธศักราช ๒๔๘๐”[7] ซึ่งเป็นการกำหนดพิธีการศุลกากรทางบกและทางอากาศยานขึ้นเพิ่มเติมจากพระราชบัญญัติศุลกากร พระพุทธศักราช ๒๔๖๙ ฉบับแรกที่มุ่งเน้นเฉพาะการศุลกากรทางทะเลเท่านั้น จนกระทั่งในอีกราว ๑ ปีนับจากการทำข้อตกลงพาณิชย์และศุลกากรฯ ทั้งสองฝ่ายก็ได้ให้ความเห็นชอบข้อตกลงดังกล่าวร่วมกันเมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ค.ศ. ๑๙๓๙ พ.ศ. ๒๔๘๑[8] (ยังเป็น พ.ศ. ๒๔๘๑ ไม่ใช่ พ.ศ. ๒๔๘๒ เพราะในสมัยนั้นประเทศไทยขึ้นปีใหม่วันที่ ๑ เมษายน)                                                   โดยก่อนหน้านั้น ๑ สัปดาห์คือในวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๔๘๑ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มีหนังสือที่ ๔๔๓๔๖/๒๔๘๑ ตั้งให้นายอำเภอเชียงของเป็นพนักงานศุลกากร และให้เตรียมตั้งด่านศุลกากรขึ้น ณ ที่ว่าการอำเภอเชียงของ โดยให้นายอำเภอดำรงตำแหน่งนายด่านศุลกากร กับให้จัดทำป้ายชื่อด่านเขียนว่า “ด่านศุลกากรเชียงของ” เพื่อใช้ในวันเปิดด่าน ทันทีที่ได้รับแจ้งจากกระทรวงการคลัง ต่อจากนั้นกระทรวงการคลังได้มีโทรเลขถึงจังหวัดเชียงรายที่ ๔๕๔๕๓ ลงวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๔๘๑ ให้จังหวัดสั่งคณะกรมการอำเภอเชียงของทำพิธีเปิดด่านศุลกากรขึ้น ณ ที่ว่าการอำเภอเชียงของในวันจันทร์ที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๑ โดยจังหวัดเชียงรายได้สั่งการให้สรรพากรจังหวัดเชียงรายไปทำพิธีเปิดด่านศุลกากรเชียงของพร้อมด้วยคณะกรมการอำเภอเชียงของ พร้อมกันนั้นรัฐบาลก็ได้ออก “กฎกระทรวงการคลัง (ฉะบับที่ ๒) ออกตามความในพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉะบับที่ ๘) พุทธศักราช ๒๔๘๐” ลงวันที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๑ กำหนดที่สำหรับนำของเข้าและส่งของออก ตั้งด่านศุลกากรทางบกบริเวณชายแดนริมแม่น้ำโขงขึ้น ๖ ด่านพร้อมกัน[9] ได้แก่ที่เชียงของ หนองคาย ชัยบุรี ท่าอุเทน นครพนม และมุกดาหาร

ด่านศุลกากรเชียงของจึงถือกำเนิดขึ้นเมื่อ วันที่  ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๑ (ค.ศ. ๑๙๓๙) เป็นต้นมา โดยในครั้งนั้นมีฐานะเป็นด่านฯ ฝากอำเภอ คือให้นายอำเภอเชียงของทำหน้าที่นายด่านศุลกากรเชียงของ และกรมศุลกากรก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่ศุลกากรมาประจำการช่วยปฏิบัติงาน มีสำนักงานอยู่ที่ห้องชั้นล่างซ้ายมือของที่ว่าการอำเภอเชียงของ  กฎกระทรวงการคลังฉบับดังกล่าวได้กำหนดให้ที่เชียงของสามารถนำเข้าและส่งออกของได้ทุกประเภท แต่ก็ยังไม่ได้กำหนดทางอนุมัติและด่านพรมแดนขึ้นแต่อย่างใด ในทางปฏิบัติการขนส่งสินค้าเข้า-ออก จะใช้ท่าเรือข้างวัดหลวงเรียกว่า “ท่าเรือศุลกากร” (ท่าเรือผาถ่านในปัจจุบัน) ครั้นต่อมาเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ประเทศไทยจึงออก “กฎกระทรวงการคลัง ออกตามความในพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉะบับที่ ๘) พุทธศักราช ๒๔๘๐ (ฉะบับที่ ๖)”[10] ลงวันที่ ๒๕ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๘๓ แก้ไขไม่ให้ส่งออกของประเภทที่เป็นวัตถุที่เกี่ยวแก่การรบหรือเครื่องอุปกรณ์การรบไปยังประเทศอินโดจีนฝรั่งเศส จนกระทั่งได้ “ประกาศใช้อนุสัญญาสันติภาพและบันดาภาคผนวกระหว่างประเทศไทยกับฝรั่งเศส”[11] เมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๘๔ แล้วจึงได้ออก “กฎกระทรวงการคลัง ออกตามความในพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉะบับที่ ๘) พุทธศักราช ๒๔๘๐ (ฉะบับที่ ๑๐)”[12] ลงวันที่ ๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๔ แก้ไขกลับมาให้ด่านศุลกากรเชียงของสามารถนำของเข้าและส่งของออกได้ทุกประเภทเช่นเดิม

ด่านศุลกากรเชียงของ เมื่อครั้งอยู่ที่ ที่ว่าการอำเภอเชียงของ ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๘๑ – ๒๕๐๔

การขนถ่ายสินค้าที่ท่าเรือศุลกากร ช่วงปีพุทธศักราช ๒๕๐๐

ด่านศุลกากรเชียงของ มีนายอำเภอเชียงของทำหน้าที่เป็นนายด่านรวม ๔ ท่าน[13]   คือ     ๑.นายผลิ ศรุตานนท์ นายด่านศุลกากรเชียงของท่านแรก ๒.นายสุชาติ ส.วงศ์พันธ์  ๓.ร.ต.ต.สะอาด สุจริตจันทร์  และ ๔.นายทวี บำรุงพงษ์  จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๐๓ กรมศุลกากรจึงได้ส่ง สิบโทประสิทธิ์ โรจนสุนทร มาดำรงตำแหน่งนายด่านศุลกากรเชียงของ และจัดงบประมาณเพื่อก่อสร้างอาคารสำนักงานด่านศุลกากรขึ้นที่บริเวณริมแม่น้ำโขงใต้วัดหลวงหน้าท่าเรือศุลกากร ต.เวียง สร้างเสร็จทำการเปิดอาคารด่านและย้ายมาจากอำเภอเชียงของเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๔ จนกระทั่งถึงวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๐ กรมศุลกากรจึงมีประกาศที่ ๒/๒๕๑๐[14] กำหนดเขตให้เรือจอดเทียบท่าเพื่อขนของขึ้น-ลง ตามริมฝั่งแม่น้ำโขงระยะห่างจากท่าด่านไปทางทิศเหนือและใต้ข้างละ ๕๐๐ เมตร ต่อมาได้มีประกาศกระทรวงมหาดไทย ให้เปิดจุดผ่านแดนด้านอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย กับ ห้วยทราย สปป.ลาว ตั้งแต่วันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๓๒[15] โดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้ไปตั้งที่ทำการอยู่ที่ท่าเรือบั๊ค บ้านหัวเวียง ต.เวียง อ.เชียงของ เหนือด่านศุลกากรเชียงของไปประมาณ ๑๕๐๐ เมตร กรมศุลกากรจึงขยายเขตจอดเรือของด่านศุลกากรเชียงของออกไปเป็นข้างละ ๑๕๐๐ เมตรทางทิศเหนือ-ใต้จากท่าด่านศุลกากร ตามประกาศกรมศุลกากรที่ ๘/๒๕๓๒ ลงวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๓๒[16] เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่จนถึงท่าเรือบั๊คนั่นเอง

อาคารด่านศุลกากรเชียงของ ริมแม่น้ำโขงใต้วัดหลวง ต.เวียง อ.เชียงของ (พ.ศ. ๒๕๐๔ – ๒๕๕๘)

อาคารด่านศุลกากรเชียงของ เมื่อ ๓ กันยายน ๒๕๐๙ ครั้งอุทกภัยแม่น้ำโขงท่วมสูง

          การนำเข้าส่งออกที่ด่านศุลกากรเชียงของนั้น มีทั้งการค้าขายระหว่างไทยกับ สปป.ลาวที่เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับอำเภอเชียงของ รวมไปถึงแขวงหลวงน้ำทาและแขวงอุดมไชยซึ่งอยู่ลึกเข้าไปทางบก กับยังมีการค้าทางเรือที่ขึ้น-ล่องลำน้ำโขงจากเชียงของถึงแขวงหลวงพระบางซึ่งระหว่างทางต้องผ่านแขวงอุดมไซยและแขวงไซยะบุลี ของ สปป.ลาวด้วย อีกทั้งเริ่มมีการค้าขายกับสาธารณรัฐประชาชนจีนโดยขนส่งสินค้าด้วยเส้นทาง R3A ผ่าน สปป.ลาวที่เมืองบ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา ต่อถึงห้วยทรายและข้ามแม่น้ำโขงสู่เชียงของด้วยเรือหรือแพ อันเป็นผลจากความร่วมมือของ ๖ ประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (The Greater Mekong Subregion: GMS) ได้แก่ กัมพูชา สาธารณรัฐประชาชนจีน สปป.ลาว เมียนมา ไทย และเวียดนาม เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในปี ค.ศ. ๑๙๙๒ (พ.ศ. ๒๕๓๕) ทั้งนี้ยังได้วางแผนจะสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงที่เชียงของ-ห้วยทรายไว้ในอนาคตด้วย กระทรวงการคลังจึงออก “กฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๐๑ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙” เมื่อวันที่ ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๗ เพิ่มเติมลักษณะการนำเข้าส่งออกของทุกประเภทของด่านศุลกากรเชียงของ ให้สามารถส่งออกซึ่งของที่ขอคืนอากรขาเข้าหรือของที่มีทัณฑ์บนได้อีกด้วย[17] ถึงปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ก็ออก “ประกาศกรมศุลกากร (ฉบับที่ ๔๕) ออกตามความในพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๗) พุทธศักราช ๒๔๘๐” กำหนดทางอนุมัติของด่านศุลกากรเชียงของ คือ ทางถนนจากท่าศุลกากรริมแม่น้ำโขงถึงด่านฯ และกำหนดด่านพรมแดนของด่านศุลกากรเชียงของขึ้น ๑ แห่ง คือ “ด่านพรมแดนเชียงของ” ที่ท่าเรือบั๊ค ให้มีทางอนุมัติทางถนนถึงด่านศุลกากรเชียงของอีกทางหนึ่งด้วย[18]

          ต่อมาการค้าขายกับ สปป.ลาว ด้านเมืองคอบ แขวงไซยะบุลี ผ่านช่องทางบ้านฮวก กิ่งอำเภอภูซาง (ยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอภูซางเมื่อ ๘ กันยายน ๒๕๕๐)[19] จ.พะเยา  เริ่มมีการขออนุมัติขนส่งของนอกทางอนุมัติเพิ่มมากขึ้น กรมศุลกากรจึงมีประกาศฯ ที่ ๘๐/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ ตั้ง “ด่านตรวจบ้านฮวก” ขึ้น ส่วนทางด้านอำเภอเชียงของก็มีการสร้างท่าเรือเชียงของ ที่บ้านหัวเวียง ต.เวียง อ.เชียงของ ซึ่งอยู่ภายในเขตจอดเรือของด่านฯ โดยสร้างตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๖ และเปิดให้บริการเมื่อ ๑ ธันวาคม ๒๕๔๖[20] นอกจากนั้นก็ยังมีการสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ๔ (เชียงของ-ห้วยทราย) ข้ามแม่น้ำโขงเชื่อมต่อเส้นทาง R3A (กรุงเทพ-คุนหมิง) เปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ และมี “ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การเปิดจุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพ ๔ (เชียงของ – ห้วยทราย) บ้านดอนมหาวัน ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย”[21] มีผลบังคับใช้ในวันเดียวกันนั้นเอง จากนั้นกระทรวงการคลังจึงออก “กฎกระทรวง กำหนดท่าหรือที่ สนามบินศุลกากร ทางอนุมัติ ด่านพรมแดน และด่านศุลกากร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๕๘” แก้ไขด่านพรมแดนและทางอนุมัติของด่านศุลกากรเชียงของ โดยกำหนดด่านพรมแดนฯ เพิ่มเป็น ๔ แห่ง คือ ๑. ด่านพรมแดนเชียงของแห่งที่ ๑ ตั้งอยู่ที่บริเวณท่าเรือบั๊ค  ๒. ด่านพรมแดนเชียงของแห่งที่ ๒ ตั้งอยู่ที่บริเวณท่าเรือเชียงของ ๓. ด่านพรมแดนเชียงของแห่งที่ ๓ ตั้งอยู่ที่บริเวณท่าเรือผาถ่าน และ ๔. ด่านพรมแดนเชียงของแห่งที่ ๔ ตั้งอยู่ที่บริเวณสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ ๔ (เชียงของ – ห้วยทราย)[22]

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ๔ (เชียงของ-ห้วยทราย)

ร่วมกับนายบุนยัง วอละจิด รองประธานประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

เมื่อเวลา ๑๐.๐๐ น. ของวันที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ (ค.ศ. ๒๐๑๓)

          หลังจากการเปิดใช้สะพานมิตรภาพไทย-ลาว ๔ (เชียงของ-ห้วยทราย) ซึ่งอยู่ห่างจากด่านศุลกากรเชียงของประมาณ ๑๒ กิโลเมตร และการขนส่งสินค้าเข้าออกผ่านทางสะพานก็มีปริมาณเพิ่มขึ้นโดยตลอด กรมศุลกากรจึงตั้งงบประมาณปี ๒๕๕๖ จำนวน ๓๗๕,๓๘๐,๐๐๐ บาท เพื่อก่อสร้างด่านศุลกากรเชียงของแห่งใหม่พร้อมสิ่งปลูกสร้างประกอบขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนพื้นที่จำนวน ๒๕ ไร่จากกรมทางหลวง ณ เลขที่ ๗๘ หมู่ ๙ ต.เวียง อ.เชียงของ ริมทางหลวงห่างจากสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ๔ ประมาณ ๑.๕ กิโลเมตร สร้างเสร็จและมีพิธีเปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๘

           ต่อมาการนำเข้าและส่งออกสินค้าที่บ้านฮวก อ.ภูซาง จ.พะเยา ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับบ้านปางมอน เมืองคอบ แขวงไซยะบุลี สปป.ลาว ทวีมูลค่าเพิ่มขึ้น จึงมี “ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการเปิดจุดผ่านแดนถาวรบ้านฮวก อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา”[23] เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๑ กระทรวงการคลังจึงออก “กฎกระทรวง กำหนดด่านศุลกากรและด่านพรมแดน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒”[24] กำหนดให้ด่านศุลกากรเชียงของมี “ด่านพรมแดนบ้านฮวก” เพิ่มขึ้นอีกเป็นด่านพรมแดนแห่งที่ ๕ และออก “ประกาศกรมศุลกากรที่ ๒๗๘/๒๕๖๒ เรื่องแก้ไขเพิ่มเติมประกาศกรมศุลกากรที่ ๒๑/๒๕๖๑” กำหนดทางอนุมัติจากด่านพรมแดนบ้านฮวกถึงด่านศุลกากรเชียงของ เพิ่มขึ้นอีกเส้นทางหนึ่ง เมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๒           ปัจจุบัน ด่านศุลกากรเชียงของ คือ ส่วนราชการหนึ่งของกรมศุลกากร ตาม “กฎกระทรวง แบ่งส่วนราชการกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. ๒๕๖๒”[25]  ซึ่งกำหนดไว้ว่า “ข้อ ๓  ให้แบ่งส่วนราชการกรมศุลกากร ดังต่อไปนี้” และ “(๑๑)  ด่านศุลกากร ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด” จากนั้น “ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กำหนดและแบ่งส่วนราชการตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง พ.ศ.๒๕๖๒”[26] ข้อ ๑ (๑๑) จึงกำหนดให้ “ด่านศุลกากรเชียงของ ตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงราย มีเขตพื้นที่รับผิดชอบในเขตพื้นที่อำเภอเชียงของ อำเภอเทิง อำเภอเวียงแก่น และอำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย อำเภอเชียงคำ และอำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา” (โดยปัจจุบัน ด่านศุลกากรส่วนภูมิภาคในสังกัดกรมศุลกากร มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด ๔๘ ด่าน)


[1] อนุมานราชธน (ยง เสฐียรโกเศศ), พระยา. ตำนานศุลกากร, พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพร้อมพงศ์อธิราช. (พระนคร: โรงพิมพ์พระจันทร์, ๒๔๘๒). หน้า ๑๑๕ – ๑๑๖.

[2] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๓๒ หน้า ๑๙๑ – ๑๙๒ วันที่ ๕ กันยายน ๒๔๕๘.

[3] ภาพจากหนังพิมพ์ฝรั่งเศส L’ILLUSTRATION ฉบับวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๘๙๓ (นายไพศาล ชื่นจิตร เอื้อเฟื้อต้นฉบับภาพ)

[4] ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, ประมวลสนธิสัญญา อนุสัญญา ความตกลง บันทึกความเข้าใจ และแผนที่ ระหว่างสยามประเทศไทยกับประเทศอาเซียนเพื่อนบ้าน : กัมพูชา-ลาว-พม่า-มาเลเซีย เล่ม ๑, (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, ๒๕๕๔). หน้า ๘๓-๘๔.

[5] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๕ หน้า ๘๗๔-๘๘๑ วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๔๘๑.

[6] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๕ หน้า ๕๔-๖๒ วันที่ ๒๕ เมษายน ๒๔๘๑.

[7] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๕ หน้า ๖๓-๗๕ วันที่ ๒๕ เมษายน ๒๔๘๑.

[8] อ้างแล้ว.

[9] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๕ หน้า ๙๐๒-๙๐๓ ลงวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๑.

[10] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๗ หน้า ๖๓๕-๖๔๔ ลงวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๔๘๓.

[11] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๘ หน้า ๘๕๗-๘๘๘ ลงวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๔๘๔.

[12] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๘ หน้า ๑๘๐๙-๑๘๑๑ ลงวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๔๘๔.

[13] เรื่องเดิม.

[14] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๘๔ ตอนที่ ๑๕ วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๐ หน้า ๕๑๙.

[15] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๖ ตอนที่ ๑๓ วันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๓๒ หน้า ๔๙๖-๔๙๗.

[16] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๖ ตอนที่ ๔๓ วันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๓๒ หน้า ๒๐๘๑.

[17] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๑ ตอนที่ ๑๔ ก วันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๓๗ หน้า ๘-๙.

[18] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๓ ตอนที่ ๓๗ ง วันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๓๙ หน้า ๖.

[19] พระราชกฤษฎีกา ตั้งอำเภอภูซาง ฯลฯ พ.ศ. ๒๕๕๐.

[20]http://ckp.port.co.th/cs/internet/ckp/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4.html เมื่อ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๒

[21] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๐ ตอนพิเศษ ๑๘๒ ง วันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๖ หน้า ๕๖. (ดูภาคผนวก ๒๐)

[22] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๕๖ ก วันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๘ หน้า ๘-๑๔. (ดูภาคผนวก ๒๑)

[23] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๕ ตอนพิเศษ ๒๕๓ ง วันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๖๑ หน้า ๑๘.

[24] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๖ ตอนที่ ๘๕ ก วันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๒ หน้า ๔-๖.

[25] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๖ ตอนที่ ๕๗ ก  วันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๒ หน้า ๑๐๙ – ๑๒๓.

[26] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๖ ตอนที่ ๑๒๕ ง  วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๒ หน้า ๕ – ๑๐.